เรื่องจริงเกี่ยวกับ เนสซี สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์

ข่าวรอบโลก ที่เรานำมาฝากคุณในวันนี้ เป็นข่าวความเชื่อ และเป็นเรื่องลี้ลับที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งเรื่องนี้อยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งก็คือเรื่องของสัตว์ประหลาด เนสซี แห่ง “ทะเลสาบล็อกเนสส์”

ความจริงเกี่ยวกับ เนสซี

ข่าวรอบโลก ที่เรานำมาฝากคุณในวันนี้ เป็นข่าวความเชื่อ และเป็นเรื่องลี้ลับที่ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ ซึ่งเรื่องนี้อยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษยชาติมาตั้งแต่โบราณกาล ซึ่งก็คือเรื่องของสัตว์ประหลาด เนสซี แห่ง “ทะเลสาบล็อกเนสส์” ในสกอตแลนด์ ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งเรื่องลี้ลับที่ผู้คนทุกยุคสมัยยังคงพยายามค้นหาหลักฐานเกี่ยวกับตัวตนของสัตว์ประหลาดที่อยู่ในตำนานท้องถิ่น เพราะแม้ว่าหลายครั้งที่หลักฐานซึ่งมีผู้หยิบมาอ้างนั้น ปรากฏในภายหลังว่าเป็นเรื่องตบตากันครั้งใหญ่

เนสซี แห่งทะเลสาบล็อกเนสส์

เนสซี แห่งทะเลสาบล็อกเนสส์

ก่อนที่ล็อกเนสส์ หรือว่าทะเลสาบเนสส์ จะโด่งดังกลายในช่วงยุค 30 และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้สนใจจากทั่วโลก เนื่องจากว่าพื้นที่แห่งนี้ไม่ได้คึกคักดังเช่นปัจจุบัน ทะเลสาบเนสส์ เป็นพื้นที่ห่างไกลและเข้าถึงได้ยาก แต่ไม่ใช่อีกต่อไปเมื่อมีการตัดถนนเมื่อ ค.ศ. 1933

พื้นที่แห่งนี้ได้มีการตัดถนนครั้งนั้นทำให้ทะเลสาบที่มองแต่ไกลแล้วคล้ายเห็นผืนน้ำดำมืด กลายเป็นทะเลสาบที่น่าค้นหา ที่สำคัญทะเลสาบที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของสกอตแลนด์ ในบางครั้งมีหมอกปกคลุมพื้นผิวน้ำ รายล้อมด้วยบรรยากาศของต้นสน และมีปราสาทตระหง่าน และหอคอยที่ถูกทิ้งร้าง อันเหมาะแก่บรรยากาศ และสถานที่แห่งนี้ยังกลิ่นอายแห่งความลี้ลับชวนน่าค้นหาดึงดูดผู้เดินทางมาสัมผัสกับตำนานเรื่องราวลี้ลับต่างๆ และที่สำคัญบ่อยครั้งที่พื้นที่ลักษณะนี้มักมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับสัตว์ประหลาดที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน

และทันทีที่ถนนตัดผ่านแล้ว เรื่องราวจากปากของผู้คนที่ได้สัญจรที่พบเห็นสัตว์ที่ไม่สามารถระบุประเภทได้ และสัตว์ลึกลับตัวนี้ก็เป็นที่รู้จักในนาม “เนสซี” หรือ “สัตว์ประหลาดแห่งล็อกเนสส์” เรื่องเล่านี้ก็เริ่มแพร่กระจายจากปากสู่ปาก และเริ่มไปสู่สื่อท้องถิ่น

ทั้งนี้ทางด้านของนายสไปเซอร์ ยังอ้างว่า สิ่งที่พวกเขาพบเห็นนั้นน่าจะใกล้เคียงกับมังกร หรือกลุ่มสัตว์ในยุคก่อนประวัติศาสตร์มากที่สุด

และหลังจากข่าวการพบเห็นสัตว์ลึกลับตัวนี้ก็มีก่ีทำข่าวมาตลอด รวมถึงการตีพิมพ์ในหนังสืบหลายต่อหลายเล่ม จนในที่สุดก็มีคนออกมาตามหาความจริงว่าสัตว์ที่พบนี้เป็นตัวอะไรกันแน่

ความจริงที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับเนสซี

ความจริงที่หลายคนไม่รู้เกี่ยวกับเนสซี

หลังจากที่ เนสซีตกเป็นข่างดังมาหลายปี ภาพนี้ถูกถ่ายได้ ที่อ้างว่าเป็นเนสซี ก็ถูกแฉโดยคริสเตียน สเปอร์ลิง (Christian Spurling) ลูกเลี้ยงของมาร์มาดุก เวเธอเรลล์ ซึ่งทางด้านของสเปอร์ลิงยอมรับว่า เขาเป็นคนแกะหัวของสัตว์ประหลาดขึ้นมา เดิมทีเนสซีเริ่มมาจากชิ้นส่วนหนึ่งของเรือดำน้ำของเล่น วีรกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการของเวเธอเรลล์ โดยเรื่องนี้มีเอียน ลูกชาย และโรเบิร์ต วิลสัน ร่วมด้วย เวเธอเรลล์ คือคนถ่ายภาพ และวิลสัน ส่งต่อภาพไปให้สื่อดังเพื่อให้ดูมีเครดิตน่าเชื่อถือ โดยแผนการดังกล่าวนี้เป็นไปเพื่อแก้เผ็ดจากกรณีของ Daily Mail และสื่ออื่นในแดนผู้ดีเท่านั้น

ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะมีข้อมูลเปิดเผยขั้นนี้แล้ว แต่ทว่าในปัจจุบันยังมีผู้ไม่เชื่อในคำอธิบายนี้อยู่ แม้ว่าผู้ที่เชื่อในตัวตนของสัตว์ลึกลับจะยอมรับว่า ภาพถ่ายดังกล่าวนี้เป็นของปลอม แต่พวกเขาเชื่อว่าเรื่องนี้ไม่ได้ปฏิเสธการมีตัวตนของเนสซี หรือว่าเจ้าสัตว์ลึกลับแห่งทะเลสาบเนสส์ หลังจากการเปิดเผยก็ยังมีการสำรวจอย่างต่อเนื่องหลายครั้ง

ทะเลสาบล็อกเนสส์

นอกจากนี้ทางด้านของ เอริค ตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าหากมีสัตว์เหล่านี้อยู่จริง ย่อมต้องมีจำนวนมากกว่าหนึ่งตัว และที่สำคัญก็น่าจะมีรายงานหรือบันทึกการพบเห็นก่อนปี 1933 แต่ทว่าหลักฐานก่อนหน้านี้ก็พบเพียงตำนานการพบเห็นของนักบุญโคลัมบา (Columba) ซึ่งเขียนขึ้นในศตวรรษที่ 7 เท่านั้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น จากตำนานของนักบุญเดินทางไปที่ดินแดนพิกต์ (Picts) ในสกอตแลนด์ โดยนักบุญรายนี้พบเห็นสัตว์ร้ายในแม่น้ำเนสส์ สัตว์ร้ายฆ่าคนนอกรีตรายหนึ่งในท้องถิ่น และที่สำคัญยังมีนักบุญอีกรายหนึ่ง และเพื่อพิสูจน์อำนาจของพระเจ้า นักบุญโคลัมบาได้สั่งให้นักบุญอีกรายหนึ่งว่ายข้ามแม่น้ำไป เมื่อสัตว์ร้ายปรากฏตัวขึ้น นักบุญโคลัมบา ก็ก็ร่ายเตือน และมันก็หนีหายไปด้วยความกลัว

ซึ่งถ้าหากพิจารณาจากข้อมูลเชิงพื้นที่แล้ว สัตว์ลึกลับในตำนานเรื่องนี้อยู่ในแม่น้ำเนสส์ที่เพียงแค่อยู่ใกล้กับทะเลสาบเท่านั้น ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น เรื่องราวของนักบุญที่พบปะสัตว์ประหลาดหรือปีศาจ และการขับไล่พวกมันไปนั้น ก็เป็นเรื่องที่พบเห็นได้บ่อยครั้งชีวประวัติชาวคริสเตียน

ซึ่งถ้าหากลองพิจารณาในแง่มุมวิทยาศาสตร์ สิ่งมีชีวิตเดียวที่มักถูกนำไปเปรียบเทียบกับสัตว์ประหลาดแห่งทะเลสาบล็อกเนสส์ คือ เพลซิโอซอร์ (Plesiosaurs) สัตว์เลื้อยคลานที่อาศัยในน้ำอุ่นแห่งท้องทะเลในยุคจูราสสิก โดยเจ้าสัตว์ชนิดนี้มีหัวขนาดเล็ก ลำตัวกว้าง หางสั้น คอยาว และยังมีครีบ 2 คู่ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทำให้คาดว่า พวกมันไม่สามารถเคลื่อนที่ในน้ำได้เร็วนัก สายพันธุ์ของมันมีหลากหลาย ขนาดเล็กที่สุด จะมีความยาว 9 ฟุต  ขนาดใหญ่ที่สุดยาวประมาณ 60 ฟุต

เอริค สรุปได้ว่าน่าคิดทีเดียวว่า “หากแผ่นดินบริติชมีเพลซิโอซอร์รอดชีวิตในทะเลสาบเนสส์ พวกเขาคงมีจูราสสิก ปาร์ค ของตัวเองไปแล้ว“