เปิดคำสัมภาษณ์ “อ้อม พิยดา” หลังสูญเสียคุณพ่อกะทันหัน

ข่าวบันเทิงวันนี้ เป็นข่าวความสูญเสียคุณพ่อ ของนางเอกสาวมากความสามารถ “อ้อม พิยดา” ล่าสุดเจ้าตัวออกมาเปิดใจหลังสูญเสียคุณพ่อว่าก่อนหน้านี้ คุณพ่อได้ทำอะไรบางอย่างก่อนจะเสียชีวิต

ข่าวบันเทิงวันนี้ เป็นข่าวความสูญเสียคุณพ่อ ของนางเอกสาวมากความสามารถ “อ้อม พิยดา” ล่าสุดเจ้าตัวออกมาเปิดใจหลังสูญเสียคุณพ่อว่าก่อนหน้านี้ คุณพ่อได้ทำอะไรบางอย่างก่อนจะเสียชีวิต

 เปิดคำสัมภาษณ์ “อ้อม พิยดา” หลังสูญเสียคุณพ่อ

เปิดคำสัมภาษณ์ "อ้อม พิยดา"

เรียกได้ว่าข่าวนี้นับว่าเป็นข่าวที่สร้าความโศกเศร้าให้กับครอบครัว และวงการบันเทิงเป็นอย่างมาก สำหรับข่าวการเสียชีวิตของ เปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี นักแสดง และผู้กำกับรุ่นใหญ่ เจ้าของฉายา “ผู้กำกับซาดิสต์” ที่เสียชีวิตด้วยอาการภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ในวัย 73 ปี พิธีรดน้ำศพถูกจัดขึ้น ณ ศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาส ราชวรวิหาร

เปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี

บรรยากาศในงาน เป็นไปด้วยความเศร้าโศก โดยในงานมีญาติผู้ใหญ่ เพื่อนพ้องคนสนิท รวมถึงศิลปินนักแสดง ได้ส่งพวงหรีด และเดินทางมาร่วมไว้อาลัยเป็นจำนวนมาก

ในขณะที่ อ้อม พิยดา และบรรดาพี่ – น้อง อย่างเช่น พี่ชายโอ อัครพล, น้องสาวอ๋อ ศิรดา และน้องชายโอ๊ต นนทพร ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงการจากไปของคุณพ่อ พร้อมเผยข้อมูลว่าในวันฌาปนกิจศพทางครอบครัวตั้งใจจะแจกหนังสือประวัติชีวิตของคุณพ่อ เพราะว่าหนังสือเล่มนี้ท่านได้เขียนเอาไว้ ก่อนเสียชีวิตเมื่อหลายปีก่อน ให้กับแขกที่มาร่วมส่งท่านในวันสุดท้าย

 

ก่อนที่คุณจะไปโรงพยาบาลเมื่อวานนี้ ท่านได้บ่นบ้างไหมว่ามีอาการยังไงบ้าง ?

โอ :  “ท่านบอกว่าหายใจก็ไม่ออกและก็เริ่มปวดบริเวณด้านหลัง ซึ่งตอนนั้นโอ๊ตเป็นคนที่อยู่กับคุณพ่อ”

โอ๊ต :  “ก็คือพอคุณพ่อบอกว่าท่านมีอาการปวดมากขึ้น เราก็เลยเรียกรถพยาบาลมารับคุณพ่อที่บ้านเพื่อให้คุณหมอได้ทำการตรวจ จากนั้นพอไปถึงคุณหมอเขาก็ได้ให้ยาแก้ปวดเบื้องต้นและรอดูอาการ ส่วนทางเราเองก็ได้มีการติดต่อไปหาคุณหมอที่เคยทำบอลลูนให้กับคุณพ่อ แล้วจึงย้ายไปยังอีกโรงพยาบาล แต่อาการของคุณพ่อก็ไม่ดีขึ้นจากนั้นท่านก็ไปอย่างสงบครับ”

 

คุณหมอได้ชี้แจงไปว่าอาการทั้งหมดเกิดจากอะไร ?

 

อ้อม :  “คือคุณหมอเข้ามาตอนที่อาการค่อนข้างที่จะแบบ…เหมือนอาการเริ่มต้นของคนที่เป็นโรคหัวใจวาย ก็คือแน่นหน้าอกหรือเจ็บหลัง ซึ่งพอตอนหลังหัวใจคุณพ่อท่านก็เหมือนมันช็อกไป แล้วคุณหมอก็มาช่วยปั๊มค่ะ ใช้เวลาปั๊มหัวใจอยู่นานมาก ปั๊มอยู่ประมาณ 2 ชั่วโมง เหมือนรอให้เกิดปาฏิหาริย์ แต่ก็ไม่มีสัญญาณชีพเกิดขึ้นเลย”

 

สุขภาพของคุณพ่อในช่วงที่ผ่านมาท่านเป็นอย่างไรบ้าง ?

อ๋อ :  “สุขภาพท่านก็แข็งแรงดีค่ะ แต่อาจจะมีเหนื่อยบ้าง เวลาทำงานในช่วงหลังท่านก็เหนื่อยบ่อย”

โอ๊ต :  “ก็คือคุณพ่อจะเป็นโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ซึ่งท่านจะเป็นอยู่ประมาณครึ่งเส้น เพราะคุณพ่อเคยได้ทำบอลลูนไปแล้วหนึ่งเส้น แต่มันเหลืออีกครึ่งเส้นที่คุณหมอบอกว่ายังไม่ต้องทำก็ได้ และให้ใช้วิธีการทานยาแทน ท่านก็เลยมีปัญหาแค่ตรงนี้แหละครับ ตรงที่คุณหมอให้ท่านคุมอาหารและรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งคุณพ่อท่านจะไม่ค่อยได้คุมสักเท่าไหร่และอาจจะทานนู่นทานนี่บ้าง”

 

ระหว่างที่นำตัวคุณพ่อส่งโรงพยาบาล คุณพ่อท่านได้พูดอะไรกับเราบ้างไหม ?

อ้อม :  “ไม่นะคะ คือไม่ทันตั้งตัวเลย ทุกอย่างมันเร็วมาก เนื่องจากอาการเริ่มต้นมันเป็นแค่อาการเจ็บหลัง เราก็เลยไม่ได้อะไร และคำพูดสุดท้ายที่เหมือนท่านพูดกับพี่ชายก็คือ ‘โอ โอ พ่อหายใจไม่ออก’ และจากนั้นท่านก็ไปเลย”

 

คุณพ่อเคยมีอาการลักษณะนี้มานานแล้วหรือยัง หรือว่าเพิ่งจะเริ่มเป็นเมื่อวาน ?

อ้อม :  “เมื่อวานนี้เลยค่ะ ที่ผ่านมาก็ปกติดี”

 

จากข่าวที่ออกมาเหมือนหลายคนตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะเป็นเพราะการรักษาที่ไม่ถูกวิธี ?

อ้อม :  “ไม่น่าจะเป็นการรักษาที่ไม่ถูกวิธีนะคะ คือมันน่าจะเป็นปกติทางการแพทย์นี่แหละค่ะ เพียงแต่การสั่งงานมันอาจจะขลุกขลักไปบ้าง เนื่องจากว่าช่วงที่เราไปถึงโรงพยาบาลมันดึกแล้ว และทีมแพทย์ทุกคนที่อยู่ที่นั่นก็ให้ความช่วยเหลือกันเต็มที่”

 

ครอบครัวเรายังมีความรู้สึกติดใจอยู่บ้างไหมกับการจากไปของคุณพ่อ ?

โอ :  “ไม่ครับ เราไม่ติดใจอะไรเลย เพราะเรารู้อยู่แล้วว่าทุกคนทำเต็มที่ คงไม่มีใครไม่หวังดีหรอก ทุกคนต่างก็หวังดีกันหมด”

อ้อม :  “เราเชื่อว่าทุกคนทำหน้าที่ด้วยความหวังดีค่ะ”

 

ถือว่าเป็นเรื่องกะทันหันสำหรับครอบครัวไหม ?

อ้อม :  “กะทันหันมาก เพราะตอนไปตรวจท่านยังเดินไปเลยนะ เดินเข้าไปได้ปกติ”

โอ  :   “ยังบอกให้น้องชายให้กลับมาพรุ่งนี้เช้าเลย ไม่ต้องนอนเฝ้าหรอก ไปเอาเสื้อผ้ามาก่อน คือปกติมากๆ ครับ”

 

เห็น หนุ่ม กรรชัย บอกว่าถ้าเป็นหมอโรคหัวใจจริงๆ จะรู้ว่าการปวดข้างหลังมันมาจากโรคหัวใจ ?

อ้อม  :   “ใช่ค่ะ จริงๆ เราอาจจะไปเข้าโรงพยาบาลอีกโรงพยาบาลหนึ่ง ซึ่งอาจจะยังไม่ได้ทราบสาเหตุขนาดนั้น พอเขารู้แล้วก็เลยย้ายโรงพยาบาล เพราะคุณพ่อโทรไปปรึกษากับคุณหมอเจ้าของไข้ พอรู้เรื่องปุ๊บก็เลยรีบย้าย”

 

คุณพ่อยังยกหูโทรศัพท์โทรหาคุณหมอเองเลย ?

โอ๊ต  :   “น้าเวชครับ น้าเวชผู้ช่วยพ่อเป็นคนโทรครับ เพราะเขามีเบอร์อยู่ แต่ตอนนั้นก็ดึกมากแล้ว และจริงๆ คุณหมอเจ้าของไข้ก็อยู่เมืองจีนพอดี เลยโทรไปหา ผอ.เก่าของโรงพยาบาลแทน ท่านก็เลยบอกว่าให้ย้ายมาที่นี่ดีกว่า”

 

เราเชื่อไหมว่าถ้าเจอหมอถูกโรคอาจจะไม่เป็นแบบนี้ ?

อ้อม  :   “จริงๆ แล้วอ้อมคิดว่าเป็นเวลาของคุณพ่อมากกว่า ซึ่งจริงๆ การเราก็สูญเสียคุณพ่อไป เราก็อยากจะมองในด้านที่ดีมากกว่า เรียกว่าพ่อไปสบายที่สุดเลย เพราะไม่ได้เจ็บ ไม่ได้ปวดอะไร เหมือนเบลอๆ แล้วบอกว่าพ่อหายใจไม่ถนัดนะ จากนั้นก็ไปเลยภายในเวลาแค่แป๊บเดียว”

 

อ้อมก็ไปไม่ทันได้ดูใจใช่ไหม ?

อ้อม  :  “ไม่ทันค่ะ ไปถึงก็คือปั๊มแล้วค่ะ”

 

ใครที่ได้อยู่กับอาเปี๊ยกครั้งสุดท้าย

โอ  :  “ผมครับ คือคุณพ่อมองหน้าแล้วบอกว่า ‘พ่อหายใจไม่ออก ช่วยพ่อหน่อย’ แค่นั้นแหละครับ นี่คือประโยคสุดท้ายที่พ่อพูด”

อ้อม  :  “หัวใจล้มเหลวไป หัวใจหยุดการทำงาน หลอดเลือดมันช็อก คุณหมอบอกว่าเหมือนหลอดเลือดมันตีบฉับพลัน เลยทำให้ไม่จ่ายเลือดเข้าไปในหัวใจ แล้วหัวใจพ่อก็มีปัญหาอยู่แล้ว อย่างที่น้องชายบอกไปว่าเส้นเลือดตีบไปหนึ่งเส้น ซึ่งทำไปแล้ว เหลืออีกครึ่งเส้น ซึ่งมันอาจจะเป็นเพราะพ่อด้วยที่อาจจะกินอาหารอะไรที่ถูกใจแต่ว่าอาจจะไม่ถูกกับร่างกาย ก็เลยทำให้เกิดผลตรงนี้”

 

ท่านได้พูดเปรยๆ หรือสั่งเสียอะไรไหม ?

อ้อม  :   “มีเนอะ ซึ่งเราตกใจมาก อย่างหนังสือที่เราจะแจกตอนเผาค่ะ พ่อก็ทำมานานแล้ว เป็นหนังสือประวัติเขาเอง”

 

ตอนนั้นได้ถามท่านไหมว่าทำไมถึงรีบทำ ?

อ้อม  :   “ตอนนั้นก็เหมือนเขาอายุเยอะแล้ว เขาก็เลยอยากเขียนประวัติตัวเขาเองประมาณนั้นค่ะ”

 

ไม่ได้มีลางบอกเหตุอะไรเลยสำหรับครอบครัวเรา ?

อ้อม  :  “ไม่มีนะ เพราะมันนานแล้ว แกอยากเขียน อยากเก็บรวบรวมโปสเตอร์ เรื่องราวของเขา เรื่องลูก เรื่องชีวิตของเขา และพอทำเสร็จเขาก็บอกน้องเลขาที่สนิทว่า หรือจะเอาไว้แจกตอนงานศพเขา ซึ่งหนังสือเล่มนี้ทำไว้นานแล้วเป็นปีแล้วตั้งแต่ นาวาอายุ 7 เดือน แต่รูปเล่มเพิ่งเสร็จตอน 6 เดือนที่ผ่านมานี้เอง”

 

ลูกๆ ตั้งรับกับความสูญเสียกะทันหันนี้อย่างไรบ้าง ?

โอ๊ต  :   “ก็ยังไม่รู้จะตั้งรับอย่างไรเหมือนกัน”

 

นอกจากหนังสือมีคำสั่งเสียอะไรที่พูดกับลูกๆ ไหม ?

โอ  :   “คุณพ่อห่วงลูกทุกคน แต่ตอนนี้ลูกทุกคนก็อยู่ในเส้นทางที่ถูกต้องแล้ว เขาก็สบายใจประมาณหนึ่ง”

 

ยังมีอะไรที่อาเปี๊ยกค้างคาแล้วต้องสานต่อไหม ?

อ้อม  :   “เหมือนจะทำ แต่ยังไม่ได้ทำ คือท่านมีโปรเจ็คที่คิดจะทำแต่ยังไม่ได้เริ่ม มีละครที่ยังไม่ได้ออนแอร์ แต่คุณพ่อก็พูดกับอ้อมนะว่าถ้าเหนื่อยก็อยู่สบายๆ ดีกว่า”

 

คุณพ่อสอนอะไรหรือมีสิ่งที่ทำให้เรานึกถึงไหม ?

อ้อม  :   “สอนมาตลอดให้เราตรงเวลา และอดทน”

โอ  :   “คุณพ่อเป็นคนที่มีความอดทนสูง แต่ก็มีข้อดีและข้อเสียคือ ถ้าเขาไม่เจ็บจริงๆ ขนาดจะต้องเข้าโรงพยาบาลเขาจะไม่บ่น หรือไม่ปริปากเลย มีน้ำอดน้ำทนที่สูงมาก บางทีเลยทำให้กลายเป็นเรื่องใหญ่”

อ้อม  :   “คือเขาจะยอมไปเมื่อไม่ไหวจริงๆ เราถึงได้ไม่โทษใคร แต่เขาก็เคยพูดกับอ้อมนะว่า ไม่ต้องห่วงนะ ถ้าเวลาพ่อไปจะพ่อจะไม่ให้ลูกลำบาก พ่อจะตายไปเลยแบบนี้”

 

คุณพ่อยังมีห่วงอะไรบ้างไหม ?

อ้อม  :   “ไม่น่ามีแล้วนะคะ”

โอ  :   “ช่วงหลังอาจจะเหงาๆ หน่อย เพราะลูกๆ ก็กระจายกันทำงาน ไม่ค่อยได้รวมตัวกันเท่าไหร่”

 

อ๋อ และ โอ๊ต สิ่งที่เราคิดถึงคุณพ่อเสมอคืออะไร?

อ๋อ  :  “คุณพ่อสอนเสมอว่าให้เราเกิดมาแล้วอยู่บนดิน ให้คลุกดิน และให้ถ่อมเนื้อถ่อมตัว (ร้องไห้)”

โอ๊ต  :   “คุณพ่อสอนให้มองคนที่ความดี ใครที่ดีกับเราก็ดีด้วย ไม่เกี่ยวว่าฐานะจะยากดีมีจน เราดูแลหมด”

 

อ้อมกับโอ ทำงานในวงการบันเทิง?

โอ  :   “จริงๆ ตอนนี้ผมก็เฟดมาทำธุรกิจส่วนตัวแล้วครับ”

อ้อม  :  “ก็ยังตามรอยอยู่ค่ะ เดี๋ยวก็สานต่อไปค่ะ ยังทำงานตรงนี้อยู่ เป็นผู้จัดอยู่ (ร้องไห้) ยังเป็นนักแสดงอยู่”

 

มีอะไรอยากบอกพ่อไหม?

อ้อม  :  (น้ำเสียงสั่นเครือ) “พวกเราทุกคนจะเป็นเด็กดีอย่างที่พ่อสอนเรา”

โอ  :   “พ่อหลับให้สบายไม่ต้องห่วงนะ พวกเรารักกัน จะดูแลกันและกันตลอดไปครับ”

 

กำหนดการจะขอพระราชทานเพลิงศพไหม ?

อ้อม  :   “น่าจะเผาเลยนะคะ แต่คงดูอีกทีว่าจะยังไง เราคุยกันถึงแค่วันสวด ส่วนจะเผาวันไหนและจะแจ้งให้ทราบอีกทีค่ะ”

 

*หมายเหตุ* สำหรับการสวดพระอภิธรรมศพ เปี๊ยก-พิศาล อัครเศรณี เริ่มตั้งแต่วันที่ 4 ธันวาคม ไปจนถึงวันที่ 11 ธันวาคม โดยในคืนวันที่ 5 ธันวาคม ทางครอบครัวจะงดการสวดพระอภิธรรมศพ ส่วนพิธีฌาปนกิจ  ยังไม่ได้มีการกำหนดแน่ชัด แต่คาดว่าต้องรอปรึกษา และพูดคุยกันภายในครอบครัวก่อน ถึงจะออกกำหนดการ