พิธีกรรมแปลกๆ จากทั่วโลก

อ่านข่าววันนี้ ทางเว็บไซต์ข่าวดีดี ของเราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 7 พิธีกรรมแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้โดยเป็นการรวมเอาประเพณีแปลก​ และโหดจากทั่วทุกมุมโลก มาฝากคุณใครที่ชอบเรื่องแบบนี้อย่าลืมเข้ามาอัพเดทกันนะคะว่าจะมีพิธีกรรมที่แปลก และโหดมากขนาดไหน

ประเพณีแปลก

อ่านข่าววันนี้ ทางเว็บไซต์ข่าวดีดี ของเราจะพาคุณไปทำความรู้จักกับ 7  พิธีกรรมแปลกๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้โดยเป็นการรวมเอาประเพณีแปลก​ และโหดจากทั่วทุกมุมโลก มาฝากคุณใครที่ชอบเรื่องแบบนี้อย่าลืมเข้ามาอัพเดทกันนะคะว่าจะมีพิธีกรรมที่แปลก และโหดมากขนาดไหน และเกิดขึ้นที่ไหนบ้างจะมีประเทศไทยรวมอยู่ด้วยหรือไม่นั้น เราไปชมกันเลยค่ะ

 

7  พิธีกรรมแปลกๆ จากทั่วโลก

7 พิธีกรรมแปลกๆ จากทั่วโลก

ในปัจจุบันนี้ประเพณีหรือว่าวัฒนธรรมต่าง ๆ เริ่มจะไม่ได้รับความนิยมกันบ้างแล้วนะคะ เพราะเนื่องจากว่าช่วงนี้เทคโนโลยีของโลกก้าวล้ำนำสมัย จึงทำให้เราไม่ได้พบเห็นพิธีกรรม และประเพณีแปลกๆ มากนัก วันนี้เราจึงรวมเอา 7 พิธีกรรมแปลกๆ จากทั่วโลกมาฝากคุณจะมีพิธีกรรมจากประเทศไหนบ้างนั้นเราไปดูกันเลยค่ะ

 

  1. วัฒนธรรมตัดนิ้วมือ

วัฒนธรรมตัดนิ้วมือ

เริ่มต้นวัฒนธรรมแรกก็รู้สึกเสียวแล้วนะคะสำหรับวัฒนธรรมนี้ เป็นวัฒนธรรมที่อยู่ในประเทศอินโดนีเซียประเทศทางตอนใต้ของประเทศไทยของเรานี่เองการตัดนิ้วมือของคนอินโดนีเซียคือจะตัดเมื่อมีการเสียชีวิตของสมาชิกในครอบครัวโดยวัฒนธรรมนี้เป็นวัฒนธรรมของชนเผ่า ดานิ ของประเทศอินโดนีเซีย เพราะถือว่าเป็นความสูญเสีย​ที่สะเทือนอารมณ์เอามาก ๆ โดยเฉพาะกับผู้หญิงในครอบครัวจะถูกบังคับให้ตัดนิ้วมือออกส่วนหนึ่ง

ซึ่งก่อนที่จะทำการตัดนิ้วมือพวกเขา จะทำการนำเชือกมามัดนิ้วเอาไว้ประมาณ 30 นาทีเพื่อให้บุคคลคนนั้นเกิดความรู้สึกชาและเมื่อตัดนิ้วมือออกแล้วก็จะทำการเผาปลายนิ้วที่ถูกตัดเพื่อเป็นการปิดปากแผลนั่นเอง

โดยประเพณีนี้ถือว่าเป็นวิธีปฏิบัติ ที่แปลกที่สุดในโลกและทำขึ้นเพื่อให้เกียรติบรรพบุรุษปัจจุบันวิธีนี้ยังหลงเหลืออยู่แต่ว่าก็น้อยควรแล้วที่จะตัดนิ้วของตัวเองทุกครั้งที่คนในครอบครัวเสียชีวิตลง

 

  1. วัฒนธรรม Endocannibalism

วัฒนธรรม Endocannibalism

ชนเผ่า​Yanomami ซึ่งชนเผ่านี้จะอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ในป่าอเมซอนใกล้กับชายแดนเวเนซุเอลาและบราซิล โดยพวกเขามักจะรู้จักในนามของผู้สืบทอดวัฒนธรรมอันโหดร้ายนี้ซึ่งก็คือวัฒนธรรมการกินคนในชนเผ่าของตัวเองหลังจากที่พวกเขาเสียชีวิตลงไปแล้วนั่นเอง

โดยคนในชนเผ่าจะนำศพมาชำแหละบนใบไม้ที่ปูเอาไว้แล้วนำชิ้นเนื้อไปตากแห้งให้แมลงวันมากัดกินหลังจากทิ้งไว้ประมาณ 30 ถึง 45 วันพวกเขาก็จะนำกระดูกที่เหลือมาบดแล้วผสมลงไปในซุปด้วย หลังจากนั้นทุกคนในเผาก็จะร่วมกันกิน

ซึ่งถือว่าการกินแบบนี้ เป็นเรื่องที่ปกติเอามาก ๆ หลังจากที่เขานำมาต้มซุปรับประทานแล้วเมื่อถึงเวลาหนึ่งปีต่อมาพวกเขาก็จะนำขี้เถ้าที่เก็บเอาไว้มาต้มเป็นซุปอีกครั้งโดยเชื่อว่าการทำแบบนี้จะทำให้วิญญาณของคนตายหาทางไปสู่สวรรค์ได้นั่นเอง

 

  1. วัฒนธรรมการใช้ชีวิตกับคนตาย

วัฒนธรรมการใช้ชีวิตกับคนตาย

วัฒนธรรมที่ได้ชื่อว่ามีความแปลก และสยองปะปนกันโดยชาวโตราจา จากประเทศอินโดนีเซียชนเผ่านี้จะมีประเพณีในการขุดศพของคนตายขึ้นมาจากหลุมในทุก ๆ ปีเพื่อที่จะนำมาประกอบพิธีกรรม ร่วมกับศพเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่

แต่ทว่านั่นกะไม่ได้จบลงเพียงแค่นี้นะคะ เพราะพวกเขาจะนำเสื้อผ้าชุดใหม่ๆที่เตรียมเอาไว้มาสวมใส่ให้ศพเหล่านั้นแล้ว จะพาศพเดินรอบหมู่บ้านและแม้ว่าโสดนั้นจะอยู่มานานนับสิบปีแต่พวกเขาก็ยังจะขุดศพขึ้นมาเพื่อประกอบพิธีกรรมแบบนี้ทุก ๆ ปี สำหรับวัตถุประสงค์ของการทำพิธีกรรมนี้ก็เพื่อนำศพขึ้นมาล้างทำความสะอาดรวมถึงเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ และพาศพกลับมาเดินเยี่ยมชมบ้านของตัวเองที่เคยอยู่ในขณะที่มีชีวิตอยู่นั่นเอง

 

  1. วัฒนธรรมบูชามีของชาวไอนุ

วัฒนธรรมบูชามีของชาวไอนุ

สำหรับชาวไอนุเป็นชนเผ่าที่มีถิ่นกำเนิดอยู่ทางตอนเหนือของประเทศญี่ปุ่น และรัสเซียชนเผ่านี้จะมีวิถีชีวิตที่อยู่ใกล้ชิดธรรมชาติมากที่สุด โดยชนเผ่าจะมีความเชื่อว่าพระเจ้าจะแปลงกายลงมาเป็นหมี และอยู่ร่วมกันกับมนุษย์เพื่อปกป้อง และรักษา

และด้วยเหตุนี้พวกชาวไอนุจึงได้จัดพิธีกรรมสำคัญที่เรียกว่า “Iyomante” ซึ่งวิธีการนี้จะถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนมกราคมและเดือนกุมภาพันธ์ซึ่งพวกชาวไอนุจะทำการบูชายัญหมีโดยการจับลูกหมีมาเลี้ยงดูอย่างดีเป็นเวลา 2 ปี

จากนั้นพวกเขาก็จะทำพิธีส่งพวกมันกลับสู่สวรรค์ เป็นการส่งข้อความถึงบิดาแห่งหมีผู้ยิ่งใหญ่บนท้องฟ้า ส่วนหนังของหมีจะถูกนำมาทำเป็นเครื่องนุ่งห่มในขณะที่กะโหลกศีรษะจะถูกนำไปทำเครื่องสักการะบูชาเพื่อระลึกถึงพระเจ้าที่เขานับถือ

 

  1. วิธีทำร้ายตัวเอง

วิธีทำร้ายตัวเอง

สำหรับพิธีทำร้ายตัวเอง เป็นพิธีกรรมของนิกายชีอะห์ของศาสนาอิสลาม โดยจะประกอบพิธีกรรมเฆี่ยนตีทำร้ายตัวเองด้วยใบมีดเพื่อให้เลือดไหลออกมาจากร่างกายสำหรับพิธีกรรมนี้ ถูกจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงเดือนศักดิ์สิทธิ์ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเป็นการรำลึกถึงความทุกข์ทรมานของฮุนเซนเป็นหลานชายของ ศาสดามูฮัมหมัด

อย่างไรก็ตามคนที่เข้าร่วมพิธีกรรมนี้เป็นเพียงแค่สาวกชีอะห์​ บางกลุ่มเท่านั้น ขณะนี้ยังมีนักบวชชีอะห์บางกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยในการจัดพิธีกรรมดังกล่าว

 

  1. พิธีอุ้มภรรยาข้ามถ่านไฟ

พิธีอุ้มภรรยาข้ามถ่านไฟ

วิธีการอุ้มภรรยาข้ามถ่านไฟเป็นประเพณีที่สำคัญที่จัดขึ้นในประเทศจีน โดยพิธีกรรมการอุ้มภรรยาข้ามถ่านไฟร้อน ๆ นี้เป็นประเพณีดั้งเดิมที่ถูกสืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่นซึ่งผู้ที่เข้าร่วมพิธีกรรมนี้คือคู่รักที่เพิ่งจะแต่งงานกันใหม่ ๆ

โดยให้สามีอุ้มภรรยาก่อนพาเข้าบ้านฝ่ายชาย โดยมีความเชื่อกันว่าถ้าทำแบบนี้แล้วภรรยาจะทำงานได้ดี และทั้งคู่จะประสบความสำเร็จ แต่ทว่าก็ยังมีชาวจีนจำนวนไม่น้อยที่ออกมาคัดค้านพิธีกรรมนี้เนื่องจากว่าการเดินลุยฐานไฟร้อน ๆ มันเป็นอันตรายและเสี่ยงต่อชีวิตของคู่บ่าวสาว

 

  1. พิธีศพของชาวเอสกิโม

พิธีศพของชาวเอสกิโม

สำหรับชาวเอสกิโมแล้วหลายคนอาจจะทราบกันดีแล้วว่าเป็นคนที่อาศัยอยู่ในแถบเทือกเขาที่ปกคลุมไปด้วยหิมะ และน้ำแข็งหลายคนอาจจะยังสงสัยว่าพวกเขามีพิธีกรรมเกี่ยวกับศพอย่างไร จะเป็นเหมือนคนทั่วโลกที่ฝัง หรือว่าเผาไหม วันนี้เรามีคำตอบ

โดยชาวเอสกิโมมีพิธีกรรมหนึ่งที่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักนัก เพราะว่าปัจจุบันนี้ชาวเอสกิโมเหลือเพียงแค่ไม่กี่หมู่บ้านเท่านั้น จึงทำให้พิธีกรรมที่ว่านี้ไม่ค่อยจะพบเห็นแล้วนั่นก็ คือ การนำคนเฒ่าคนแก่ของหมู่บ้านไปปล่อยทิ้งไว้บนภูเขาน้ำแข็ง แล้วให้พวกเขาเผชิญกับความหนาวจนตายด้วยตัวเอง

ซึ่งการทำแบบนี้ชาวเอสกิโมเชื่อว่าเป็นการสร้างความสบายใจให้กับคนแก่ที่ไม่อยากเป็นภาระของครอบครัว ดังนั้น ลูกหลานทั้งหลายจึงส่งพวกเขาไปสู่ความตายอย่างสง่างาม โดยในแต่ละพื้นที่จะมีความเชื่อที่แตกต่างกันไป ซึ่งเราจะไปตัดสินว่าถูกหรือผิดนั้นก็คงจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก

 

เป็นอย่างไรกันบ้างคะกับ 7 พิธีกรรมแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นบนโลกของเราเรียกได้ว่าแต่ละพิธีกรรมนั้นไม่ธรรมดาเลยนะคะ ทั้งโหดทั้งหวาดเสียวดีนะที่ประเทศไทยของเราไม่มีประเพณีแปลก ๆ เหมือนที่เรากล่าวไปในข้างต้น