สลด!! สาวจะคลอดร้องหาหมอ แต่พยาบาลบอกให้ทนเอา สุดท้ายลูกตายคาท้อง

ข่าวออนไลน์ ที่เรานำมาเสนอในวันนี้เป็นข่าวที่สร้างความสลดเป็นอย่างมาก เมื่อ คุณแม่ใกล้คลอด ร้องเรียกหาหมอ แต่ถูกพยาบาลสั่งให้นอนเฉย ๆ พร้อมบอกให้ทน สุดท้าย ลูกตายคาท้อง

ลูกตายคาท้อง

ข่าวออนไลน์ ที่เรานำมาเสนอในวันนี้เป็นข่าวที่สร้างความสลดเป็นอย่างมาก เมื่อ คุณแม่ใกล้คลอด ร้องเรียกหาหมอ แต่ถูกพยาบาลสั่งให้นอนเฉย ๆ พร้อมบอกให้ทน สุดท้าย ลูกตายคาท้อง

 

ข่าวสลด ลูกตายคาท้อง แม่ร่ำไห้ทำอะไรไม่ได้

ข่าวสลด ลูกตายคาท้อง

หลังจากที่เกิดเหตุสลดขึ้น ล่าสุดแม่ และญาติๆ อุ้มกรอบรูปภาพถ่ายของลูกชายวัย 9 เดือน ร้องขอความเป็นธรรม หลังจากที่แม่เจ็บท้องรอคลอด เห็นลูกดิ้นผิดปกติ จึงตะโกนเรียกพยาบาลที่ดูแล แต่ทว่ากลับไม่ลุกมาดู สุดท้าย รกพันคอจนลูกตายคาท้อง

 

เหตุการณ์สุดสลดในครั้งนี้เกิดขึ้น เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับเรื่องร้องเรียนจากพ่อแม่คู่หนึ่ง ที่ใช้เวลาในการอุ้มท้องลูกน้อยมานานกว่า 9 เดือน อีกไม่กี่ชั่วโมง ก็จะได้เห็นหน้าลูกชาย เพื่อต้อนรับสู่ครอบครัว แต่ทว่าท้ายที่สุดกลับต้องเสียน้ำตา และทำใจไม่ได้ เมื่อได้รับแจ้งว่าลูกน้อยถูกรกพันคอเสียชีวิตในท้อง ก่อนที่ญาติๆ จะได้รับคำตอบจากแพทย์ว่าเป็นเหตุการณ์สุดวิสัย เพราะว่าทางครอบครัวมองว่าการสูญเสียที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เกิดจากความไม่รับผิดชอบของคนเพียงคนเดียวเท่านั้น ทางครอบครัวจึงต้องการร้องขอความเป็นธรรม

 

และหลังทราบเรื่องที่เกิดขึ้น ผู้สื่อข่าวจึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในหมู่ที่ 9 ต.ทุ่งหลวง จ.ราชบุรี ผู้สื่อข่าวได้พบกับ น.ส.ปริชาติ บัวทอง อายุ 41 ปี และนายวิเชียร ปานดาทอง อายุ 34 ปี พ่อแม่ของ ด.ช.อภิวัฒน์ วัย 9 เดือน ผู้เสียชีวิต ที่ขณะนี้ยังคงอยู่ในอาการโศกเศร้า หลังจากเพิ่งทำพิธีฌาปนกิจศพลูกชายได้เพียงวันเดียว

 

ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.ปริชาติ กล่าวว่า วันนี้ตนยังคงอยู่ในสภาพความเสียใจเหมือนใจแทบขาดสลาย และสามียังทำใจไม่ได้ และตอนนี้ตนเองไม่ขอไม่พูดอะไรมาก เพราะถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ตนจะเคยมีลูกมีครอบครัวมาแล้ว แต่ทว่าพอมาเริ่มต้นใหม่กับ นายวิเชียร ลูกคนนี้ก็ถือเป็นลูกชายคนแรกที่เป็นความหวังของครอบครัว และในช่วงที่ตนเองตั้งครรภ์ตนก็คอยดูแล ประคบประหงมอย่างดี ไปตรวจครรภ์อย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยพบความผิดปกติใดๆ

รพ.ทำลูกตาย

ทั้งนี้ทางด้านของ น.ส.ปริชาติ ยังกล่าวต่อด้วยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 พ.ย.ที่ผ่านมา เวลา 09.00 น. จู่ๆ ตนรู้สึกปวดท้อง จึงบอกให้สามีรีบพาไปโรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่งใน จ.ราชบุรี แต่ทว่าพยาบาลประจำห้องคลอดเวรเช้าบอกว่า ปากมดลูกเปิดไม่เยอะ แต่ตนเองรู้สึกเจ็บท้องถี่มากขึ้นทุก 15-20 นาที โดยที่พยาบาลก็เข้ามาตรวจ และยังบอกว่าปากมดลูกยังเปิดไม่เยอะ และต้องทำเป็นขั้นตอน

 

นอกจากนี้ น.ส.ปริชาติ กล่าวอีกว่า ตนเองต้องรอจนถึงเวลา 03.00 น.ของวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นรู้สึกเจ็บท้องมากขึ้น และน้ำเริ่มเดินแล้ว และในขณะนั้นลูกยังปกติดิ้นดี จนเวลา 04.00 น. รู้สึกน้ำเดินมากขึ้น และเริ่มมีความรู้สึกผิดปกติของลูกที่ดิ้นแรง และท้องเกร็งแข็ง ก่อนที่ลูกจะค่อยๆ เงียบลง ตอนนั้นตนเองตะโกนเรียกพยาบาล  “หมอหนูเจ็บท้องมากแล้วนะ หนูไม่ไหวแล้วนะ ส่งตัวหนูไปโรงพยาบาลราชบุรีที”  แต่ทว่าพยาบาลคนดังกล่าวก็ตอบกลับมาว่า “ใบส่งตัวไม่ได้กันมาง่ายๆหรอก เพราะโรงพยาบาลราชบุรีไม่ได้รับคนง่ายๆ และนี่มันก็ดึกแล้ว”

 

และ น.ส.ปริชาติ ยังบอกไปอีกว่า “หนูเจ็บไม่ไหวแล้วนะ” แต่พยาบาลก็พูดกับตนว่า “ทำยังไงได้ก็ต้องทนเอา” ซึ่งลักษณะของพยาบาลเวลานั้นไม่ได้ลุกขึ้นมาพูดกับตนที่ข้างเตียง แต่ทว่าเป็นการนอนพูดอยู่กับเตียงที่เขานอนอยู่  โดยอยู่ตรงข้ามกับเตียงของตน จนกระทั่งเวลา 05.00 น. พยาบาลได้เดินทางเข้ามาตรวจดูปรากฏว่า เด็กไม่หายใจแล้ว จึงรีบเดินไปตามหมอเข้ามาดู

 

น.ส.ปริชาติ กล่าวว่า    “เมื่อแพทย์เข้ามาและอัลตร้าซาวด์ครรภ์ดูก็พบว่า เด็กไม่หายใจแล้ว ซึ่งขณะนั้นเวลาประมาณ 06.00 น. ก่อนที่จะให้พยาบาลไปตามพ่อของลูกมา ซึ่งสามีมาตั้งแต่เวลา 04.00 น. แต่เขาไม่ให้เข้า ก่อนจะไปตามมาและแจ้งว่าเด็กเสียชีวิตในครรภ์ ตนจึงถามหมอกลับไปว่า “ทำไมตอนตี 4 ตนเจ็บท้องหนักทำไมไม่ส่งไปที่โรงพยาบาลราชบุรี ทำไมไม่ลุกขึ้นมา ทำไมไม่ช่วยหนู แล้วเอาแต่นอน ห่วงนอนทำไม”  

พยาบาลทำลูกตาย

ตน และครอบครัว ได้นำศพกลับมาประกอบพิธีทางศาสนาที่บ้าน และเวลาเพียง 3 วัน ก่อนจะมีพิธีฌาปนกิจศพ เมื่อวันที่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา ตั้งแต่เกิดเรื่องมีหัวหน้าพยาบาลเดินทางมาร่วมงาน 3-4 คน มาช่วยเงินสดในการทำศพ 5,000 บาท และเดินทางมาเป็นเจ้าภาพงานศพ ส่วนในวันเผาไม่มีใครมาเลย โดยเฉพาะพยาบาลที่ทำให้ลูกเสียชีวิตไปก็ไม่มา

 

อย่างไรก็ตาม ททางด้านของ แม่ของผู้ตายยังได้กล่าวอีกด้วยว่า    “ตรงนี้ตนก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เพียงแต่อยากออกมาเตือนเป็นอุทาหรณ์ พยาบาลต้องดูแลผู้ป่วย ถ้าเข้ามาดูแลตนหรือเห็นความผิดปก จะได้ไม่เกิดการสูญเสีย ที่ช้ำใจหนักคือ คำพูดของพยาบาลที่พูดว่า “ทำยังไงได้ก็ต้องทนเอาสิ” จนวันที่ลูกเสีย เขาก็ยังไม่มาเยี่ยมไม่มาร่วมงานเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตอนนั้นตนและสามีรู้สึกเหมือนชีวิตพังทลาย พูดไม่ออก ทุกครั้งที่เห็นรูปก็เจอภาพเจ็บปวด”  

 

ด้าน นายวิเชียร กล่าวยอมรับว่า ตนเห่อลูกมาก กะว่าจะตั้งชื่อลูกชายว่า “น้องโฮม” ชื่อจริงว่า “อภิวัฒน์” แต่ไม่นึกว่าจะไม่มีโอกาสแม้แต่ได้เรียกชื่อลูก และตอนนี้พูดไม่ออกได้แต่เครียด แทนที่จะได้อุ้มลูก แต่กลับมาอุ้มโรงศพลูกแทน

 

หลังจากจัดงานศพให้ลูกชายเสร็จแล้ว ข้าวของที่เตรียมจะรับขวัญลูก ก็บริจาคให้กับคนอื่น เพื่อเป็นการทำบุญให้กับดวงวิญญาณของลูก และไม่อยากจะเก็บไว้ให้สะเทือนใจ

 

ในขณะที่ นางประมวล บัวทอง อายุ 65 ปี ได้กล่าวว่า ตนเองอยากจะฝากถึงคนทั่วไปที่จะเข้าไปในโรงพยาบาลประจำอำเภอแห่งหนึ่ง อยากให้หมอดูแลคนไข้ให้มากกว่านี้ เพราะทำไมปล่อยปละละเลยทำให้เด็กเสียชีวิตแบบนี้ เด็กถึงยังไม่เกิดเขาก็มีชีวิตเป็นมนุษย์เหมือนกันอยากจะให้ช่วยดูแล ที่ทราบเรื่องเพราะขณะนั้นตนเองจะเข้าไปหาลูกสาวเวลา 08.00 น.

รกพันคอลูก

นอกจากนี้ นางประมวล ยังได้กล่าวต่อว่า ลูกเขยก็เดินมาบอกว่าเด็กเสียชีวิตแล้ว เราก็ใจไม่ดี เพราะว่าเด็กเสียมา 1 ชั่วโมงกว่าแล้ว เราก็กลัวลูกสาวเป็นไรไปด้วย ตนเองก็เข้าไปถามหมอ แต่ก็ได้รับคำตอบว่าต้องทำตามขั้นตอนไปก่อน แต่เราบอกว่าเด็กเสียแล้วนะ แล้วจะยังทำตามขั้นตอนอีกหรือ ตนเองจนกระทั่งเวลา 09.00 น. ตนเห็นว่านานมากจึงทนไม่ไหวจะเข้าไปดูลูกสาวเพราะเป็นห่วง แต่พยาบาลไม่ให้เข้า พร้อมกลับบอกให้เราออกไปก่อน เดี๋ยวเร่งน้ำเกลือแล้วจะรีบนำเข้าห้องคลอดเลย

 

ทั้งนี้ นางประมวล ยังกล่าวต่อีกว่า “ซึ่งในกรณีที่ตนถามไปว่า ทำไมตอนที่ชีพจรของเด็กจะเต้นอ่อนลง ทำไมไม่ส่งตัวลูกสาวไปโรงพยาบาลราชบุรี ที่ช้ำใจสุดๆคือการได้รับคำตอบว่า “ถึงส่งไปก็ตายอยู่ดี” คนก็เลยถามกลับไปด้วยความโกรธว่าถ้ามีถึง 5 ราย จะไม่ตายหมดทั้ง 5 รายเลยหรือ เขาก็นั่งอึ้งและก็ตอบมาว่า “พูดไปก็ไม่เข้าใจ” จากนั้นเขาก็ไม่พูดกับตนอีกเลย”  

 

และไม่ใช่แค่นั้น เมื่อตนเข้าไปพบหมอ เขาก็ยังอธิบายกรณีนี้ว่า รกพันคอเด็ก เหมือนเป็นการผูกคอตาย ตนจึงถามหมอกลับไปว่า “ถ้าเห็นคนผูกคอตาย แล้วคุณหมอจะดูเขาผูกคอตายไปต่อหน้าต่อตาหรือ” และทว่าเขาก็ตอบกลับมาว่าอธิบายยาก

 

นางประมวล กล่าวต่ออีกว่า ตนเองก็ไม่ได้อยากจะไปเรียกร้องเขา หลังจากที่เรานำศพกลับมาที่บ้านแล้ว พยาบาลคนนั้นก็ไม่ได้เดินทางมางานศพแม้แต่อย่างไร งานศพกลางก็ไม่มา  เพราะว่าถ้าเป็นคนที่มีจรรยาบรรณ วันเผาว่าจะมาเผาศพน้อง ก็ไม่มา ส่วนกรณีนี้ตนไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น เพราะว่ามันสูญเสียไปแล้ว เพียงแต่อยากให้เป็นอุทาหรณ์ต่อคนทั่วไป และอย่าไปทำอย่างนี้อีก เขามีชีวิตเหมือนกัน

 

ในเบื้องต้นผู้สื่อข่าวทราบว่า ครอบครังของเด็กน้อยผู้เสียชีวิตนั้นกำลังรอการดำเนินการตามสิทธิ์ ที่ทางโรงพยาบาลดำเนินการให้ ก็คือ

 

“มาตรา 41 การยื่นคำร้องขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น กรณีผู้รับบริการได้รับความเสียหาย จากการเข้ารับบริการ (มาตรา 41) พรบ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ซึ่ง เกณฑ์การพิจารณาเงินช่วยเหลือ (1) เสียชีวิตหรือทุพพลภาพอย่างถาวร ตั้งแต่ 240,000 ไม่เกิน 400,000 บาท (2) สูญเสียอวัยวะหรือพิการ ตั้งแต่ 100,000 ไม่เกิน 240,000 บาท (3) บาดเจ็บหรือเจ็บป่วยต่อเนื่อง ไม่เกิน 100,000 บาท ซึ่งญาติยังคงรอจากทางเจ้าหน้าที่ที่แจ้งว่าจะเข้ามาดำเนินการให้”